First Phase : Past Chapter 1 - Holding On To Myself
posted on 09 Apr 2005 21:00 by ccrgiftity in Giftity-Societyกริ๊งๆ เสียงของจี้ dogtag ที่สลักเป็นรูปเธอกับผมกระทบกับสายสร้อย แล้วผมก็กำจี้ตลอดเวลา
ตอนนี้ผมกับเธอคบกันมาได้ก็ราวๆ 6 เดือนแล้วล่ะนะ เรื่องมันก็เริ่มต้นจาก......
ในการเล่นเกมส์ออนไลน์ หากเพื่อเพิ่มความสนิทกันก็ต้องมีการ "Meeting" ของกลุ่มกัน
โดยวันนั้นเป็นวันแรกที่เราได้พบกัน ผมในตอนนั้นก็สูญสิ้นความรักไป จนกลัวทุกสิ่งที่เรียกว่าความรัก ภายนอกของผมดูเหมือนเป็นคนเข้มแข็ง แต่จริงๆใจแล้วจุดอ่อนของผมคือ เรื่องของความรักนี่เอง ผมชอบดูหนังภาพยนตร์เกาหลี เรื่อง il mare มาก ก็จำส่วนหนึ่งของบทพูดเอาไว้ ถึงจะลางเลือนไปหน่อยแต่ผมก็จำได้ว่า "ที่เราทรมานเพราะรักเนื่องจากว่าความรักไม่ได้จบไป แต่มันยังคงดำเนินต่อไป โดยฝังใจเราอยู่" ถึงแม้ผมจะสูญสิ้นความรักไป แต่ผมก็ยังทรมานกับความรักอยู่ มันเหมือนมีดคอยทิ่มแทงจิตใจ หลังจากนั้นจึงเริ่มกลัว กลัวความรัก โดยส่วนตัวแล้วผมเป็นผู้ชายขี้เหงา อยากไปเที่ยวไหนมาไหนกับคนอื่น แต่สถานการณ์บังคับ เวลาอยากไปไหนมาไหน อยากไปกินข้าว อยากไปดูหนัง ก็ต้องไปคนเดียวเสมอ แล้วก็นั่งฟังเพลงของลิปตา "กอดตัวเอง" เป็นประจำ
แต่นานหน่อยเหมือนกันกว่าสมาชิกของกลุ่มจะมากันครบ เพราะแต่ละคนก็มาจากคนละสถานที่และแน่นอน Prince Late เจ้าชายสายเสมอก็คือผมนั่นเองแหละ โดยสถานที่จัดที่จุดกลางเมืองกรุงเทพ ที่วัยรุ่นรู้จักกันดี พอมาถึงงานก็มีการแนะนำตัวกันเนื่องจากหลายๆคนไม่เคยเจอกันมาก่อน ไม่บ้างก็เจอกันมาก่อนหน้านี้แล้ว หลังจากนั้นก็คุยกันหลายๆเรื่อง จุดประสงค์ของ Meeting ตามความคิดผมนะ น่าจะเป็นการที่เอาตัวเองออกจากโลกจินตนาการในเกมส์ สู่โลกที่เป็นความจริงบ้าง เป็นงานเล็กๆ ไม่มีอะไรมาก โดยเจอกันที่ร้าน Fastfood ในห้างฯ หลังจากนั้นก็ไปดูหนังกันเป็นกลุ่ม ผมเห็นเธอกับเขาเล่นด้วยกัน ก็พาลนึกไปว่าเป็นแฟนกัน แล้วก็กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Flash Back ย้อนจำเวลาดีๆ ที่เมื่อก่อนผมกับคนรักเก่าของผมเล่นด้วยกัน เห็นภาพนั้นที่เขาและเธอเล่นด้วยกัน เลยไม่รู้จะว่ายังไงดี จะมีความสุขและยินดีที่เห็นคนรักกัน หรือจะทุกข์ดีเมื่อเห็นภาพนั้นแล้วคิดถึงอดีต หลายครั้งที่ผมคิดมาโดยตลอดว่า "ตัวผมนั้นไม่ควรจะมีความรักอย่างนั้นหรือ? ทำไมถึงเวลารักใครสักคน แล้วไม่เคยยืนนานสักที ทำไมต้องมีแต่ปัญหาตลอด ทั้งๆปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวผม หากผมไม่มีสิ่งนี้คงจะไม่เจ็บปวดใช่เปล่า แต่ถ้าหากปราศจากรักจะให้ทำอย่างไรดี คงอยู่คนเดียวไม่ได้แน่ๆ" คำเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวของผมตลอดเวลา บางครั้งก็ต้องหลับตาบ้างเพื่อให้หัวสมองมันว่างเปล่า ไม่ต้องคิดถึงสิ่งนี้ เพราะคิดทีไร ความรู้สึกมันจะแน่นที่หน้าอก รู้สึกมันจะเอ่อล้นออกมาทางตา เหมือนว่ารับสภาพสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ไม่ไหว จิตใจของผมช่างอ่อนล้าและสับสน
ก่อนที่เราจะไปดูหนังภาพยนตร์ เธอก็ได้ขอกลับก่อน ผมคิดว่าเธอคงมีธุระสำคัญเลยกลับก่อน ไม่ก็พ่อหรือแม่เรียกกลับตามเวลา เพราะเธอก็ยังอายุไม่เยอะ เดี๋ยวพ่อหรือแม่จะเป็นห่วงแย่ ถ้าลูกสาวเป็นอะไรไปทั้งคน แต่วันนั้นก็พูดจริงๆว่าแต่งตัวน่ารักจับใจเหมือนกัน โดยหนังภาพยนตร์ที่ดูเป็น Sci-fi นิดๆและออกแนวสัตว์ประหลาดหน่อย แต่ไม่เหมือนพวกก๊อดซิลล่าประมาณนั้น แต่ดูหนังเป็นกลุ่มก็รู้สึกดีกว่าดูคนเดียวนิดนึง หลังจากหนังจบ ก็ออกมามึนๆหน่อยๆ เนื่องจากสายตายังไม่ชินกับแสงสว่าง เดินเซไป เซมานิดๆ มีแอบไปชนคนอื่นบ้าง แล้วไปนั่งกิน Food Court โดยเดินผ่านทางเชื่อมไปอีกห้างฯบรรยากาศก็สนุกสนานไม่ได้เปลี่ยนไปจากก่อนดูหนังฯเหมือนกัน แลกเปลี่ยนความรู้ คุยกันสนุกๆ ผมรู้สึกได้เรียนรู้อะไรจากหลายๆคนมากขึ้น น่าจะเรียกว่าเป็นความรู้ที่หาเก็บเกี่ยวได้ยาก
หลังจากนั้นผมก็นั่งรถไฟฟ้าไปลงแถวๆทองหล่อ ไปหาอะไรกินอีกนิดหน่อย ร้านอาหารบรรยากาศหรูนิดๆ ผมก็คนก็ไม่ใช่คนรวยอะไรแต่บางครั้งสำหรับมื้ออาหารดีๆก็อยากมีสักวันในรอบ 2-3 เดือน สั่งสเต็กไก่มากิน แล้วก็ไวน์ดีๆสักแก้วหนึ่ง โดยรินมาจาก Chateau Trimoulet คนที่กินไวน์ หมายถึง คนที่รักความสันโดษ ผมเคยได้ยินมาอย่างนั้น แต่ผมว่าคงไม่เกี่ยวกัน แล้วผมก็เดินขึ้นรถไฟฟ้า แล้วก็เดินกลับบ้านทางมืดๆ ไม่ค่อยมีใคร แสงไฟของตึก สีสวยจริงๆ ทั้งสว่างและแพรวพราว รู้สึกเหมือนแสงอัญมณี ซึ่งบรรยากาศ ณ ขณะนั้น มันช่างทำให้รู้สึกดีจริงๆ แต่เสียดายที่ไม่มีใครเดินเคียงข้างเรายามค่ำคืนนั้น โดยขณะกลับบ้านผมก็นึกอะไรหลายๆอย่าง โดยส่วนตัวต้องเป็นคนที่คิดอยู่เสมอ ไม่มีวันไหนที่หยุดคิดได้ ไม่คิดเรื่องนั้น ก็คิดเรื่องนี้ประมาณนั้น แต่เรื่องที่คิดก็ไม่มีอะไรทำให้ทุกข์ใจ
แล้วผมก็เข้าบ้านมา อาบน้ำ เปิดคอมพิวเตอร์ แล้วก็นั่งแชทกับเพื่อนๆ แล้วก็นอนหลับโดยไม่รู้ว่า
ได้มีบางสิ่งได้ก่อตัวขึ้น โดยเป็นสิ่งที่ผมคาดไม่ถึงมาก่อน...
edit @ 2005/04/10 11:38:37
